ประวัติศาสตร์พระแก้วมรกต

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับพระแก้วมรกต มีทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักฐานทางโบราณคดี ในส่วนที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณมากมาย อาทิเช่น เรื่องรัตน์พิมพ์วงศ์ ตำนานพระแก้วมรกต เรื่องพระรัตนปฏิมา ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ พงศาวดารเหนือ ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ตำนานพระแก้วมรกตฉบับหลวงพระบาง และพงศาวดารโยนก ประวัติวัดพระศรีรัตนศาสดารามของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล

 

จากเอกสารดังกล่าว สามารถประมวลได้ว่า พระแก้วมรกตสร้างขึ้นจากความดำริของ ?พระนาเสนเถระ แห่งเมือง ปาตลีบุตร ในชมพูทวีป (ประเทศอินเดียในปัจจุบัน) เมื่อประมาณ พ.ศ.500 จากนั้นก็ได้อัญเชิญไปประดิษฐานตามเมืองสำคัญต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้

 

เมื่อประมาณปี พ.ศ.800 ประดิษฐานที่เกาะลังกา
เมื่อประมาณปี พ.ศ.1000 ประดิษฐานที่เมืองนครธม ในอาณาจักรขอมโบราณ
ประดิษฐานที่เมืองอโยธปุระ หรือเมืองอโยธยาโบราณ ในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช
ประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร ในสมัยพระยาวิเชียรปราการ พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว เมืองกำแพงเพชร

 

ต่อมามีตำนานที่ควรเชื่อถือได้กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.1977 ฟ้าผ่าเจดีย์องค์หนึ่ง ณ เมืองเชียงราย (คือวัดพระแก้วในปัจจุบัน) ได้ค้นพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ชาวเมืองเชียงรายได้เห็นเป็นองค์พระพุทธรูปปิดทองคำทึบทั่วทั้งองค์ ก็สำคัญว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาสามัญ จึงเชิญไปไว้ในวิหารที่ไว้พระพุทธรูปในวัดแห่งหนึ่ง แต่นั้นไป 2 เดือน 3 เดือน ปูนที่ลงรักปิดทองหุ้มทั่วพระองค์นั้น กะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เจ้าอธิการในอารามนั้นได้เป็นเป็นแก้วสีเขียวงามคือหยกชนิดหนึ่ง จึงแกะต่อออกไปทั้งพระองค์ คนทั้งปวงจึงได้เห็น และทราบความว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งแท่งบริสุทธิ์ดีไม่บุบสลาย หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงทั้งฐาน 66 ซม. คนชาวเชียงรายและเมืองอื่นๆ ก็พากันไปบูชานมัสการมากมาย ผู้รักษาเมืองจึงได้มีใบบอกลงไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ๆ เกณฑ์กระบวนไปรับเสด็จพระมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่มา ครั้นมาถึงทางแยกซึ่งจะไปเมืองนครลำปาง เมื่อหมอควาญเล้าโลมช้างให้สงบแล้วพามาถึงทางที่จะไปเมืองเชียงใหม่ ช้างก็ตื่นไปทางเมืองนครลำปางอีก จนภายหลังเมื่อเอาช้างเชื่องรับเสด็จพระมหามณีรัตนปฏิมากร ช้างนั้นเมื่อมาถึงที่นั้นก็ตื่นคืนไปทางเมืองนครลำปางอีก ด้วยเหตุนั้นท้าวพระยาผู้ไปรับเห็นประหลาด จึงมีใบบอกไปถึงเต้าเมืองเชียงใหม่ ครั้งนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่นับถือผีสางมากนัก จึงวิตกว่าชะรอยผีซึ่งรักษาองค์พระจะไม่ยอมมาเมืองเชียงใหม่ ก็ยอมให้เชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานไว้ในเมืองนครลำปาง คนทั้งปวงจึงได้เชิญไปไว้ในวัดที่คนเป็นอันมากมีศรัทธาสร้างถวายในเมืองนครลำปางนานถึง 32 ปี และวัดนั้นยังเรียกว่า วัดพระแก้ว มาจนทุกวันนี้ สันนิษฐานว่าคือ วัดพระแก้วดอนเต้า

 

ครั้น พ.ศ.2011 พระเจ้าติโลกราชได้ครองเมืองเชียงใหม่แล้ว ดำริว่าเจ้าเชียงใหม่องค์ล่วงแล้ว ยอมให้พระมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานอยู่เมืองนครลำปางนั้นไม่ควรเลย ควรจะอาราธนามาไว้เมืองเชียงใหม่ ทรงคิดแล้วจึงไปอาราธนาแห่พระมหามณีรัตนปฏิมากรมาสร้างพระอารามราชกูฏเจดีย์ถวาย แล้วสร้างหอพระแก้วประดิษฐานไว้ในเมืองเชียงใหม่ และพระเจ้าเชียงใหม่ได้พยายามจะทำพระวิหารที่ไว้พระมหามณีรัตนปฏิมากร ให้เป็นปราสาทมียอดให้สมควร แต่หาสมประสงค์ไม่ อสนีบาตตกลงต้องทำลายยอดที่ตั้งสร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้เชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหาร มีซุ้มระนำอยู่ในผนังด้านหลัง สำหรับตั้งพระมหามณีรัตนปฏิมากร กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่างๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้ เปิดออกให้คนทั้งปวงนมัสการเป็นคราวๆ แต่พระมหามณีรัตนปฏิมากรได้ประดิษฐานอยู่เมืองเชียงใหม่นานได้ 84 ปี อย่างไรก็ดีบางตำนานก็กล่าวว่าพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในซุ้มทางทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง ณ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่

 

ครั้น พ.ศ.2094 พระเจ้าเชียงใหม่องค์หนึ่งซึ่งครองเมืองในครั้งนั้น ชื่อพระเจ้าไชยเชษฐา เป็นบุตรพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตหรือประเทศลาว เพราเหตุเจ้าเชียงใหม่องค์ก่อนได้ยกราชธิดาชื่อนางยอดคำ ให้ไปเป็นมเหสีพระเจ้าโพธิสาร จึงมีราชบุตรคือ เจ้าไชยเชษฐาองค์นี้ เมื่อไชยเชษฐามีอายุได้ 15 ปี เจ้าเชียงใหม่ผู้เป็นอัยกาธิบดี (ตา) สิ้นชีพ ไม่มีผู้อื่นที่จะรับหน้าที่เจ้าเชียงใหม่ ท้าวพระยากับพระสงฆ์ผู้ใหญ่ทั้งปวงจึงพร้อมกันไปขอเจ้าไชยเชษฐาผู้บุตรใหญ่ของพระเจ้าโพธิสาร และเป็นนัดดาของเจ้าเชียงใหม่นั้นมาเป็นเจ้าเชียงใหม่ ครั้นต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคต เกิดเหตุน้องของพระเจ้าไชยเชษฐาชิงราชสมบัติกัน เสนาบดีกรุงศรีสัตนาคนหุตจึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาให้กลับไปยังเมืองหลวงพระบาง เพื่อระงับเหตุจลาจล เมื่อเจ้าไชยเชษฐาไปนั้นไม่แน่ใจว่าจะเลยอยู่เมืองหลวงพระบางต่อไป หรือจะกลับคืนมายังเมืองเชียงใหม่ จึงเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย เมื่อ พ.ศ.2095 อ้างว่าจะเชิญไปให้ญาติที่เมืองหลวงพระบาง ได้นมัสการและบำเพ็ญการกุศล ครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาไปถึงเมืองหลวงพระบาง เสนาบดีพร้อมกันเชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้าไชยเชษฐาเห็นว่า ทำอย่างอื่นบ้านเมืองจะไม้พ้นจลาจล จึงรับครองกรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ ณ เมืองหลวงพระบาง เพิ่มพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะเหตุที่ครองทั้งประเทศล้านช้างและล้านนาด้วยกัน ฝ่ายขางท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่พอใจจะเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงไปเชิญเจ้าเมกุฏิ ณ เมืองนาย ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อนมาครองเมืองเชียงใหม่ ก็เกิดรบกับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชไม่สามารถจะปราบปรามเมืองเชียงใหม่ได้ จึงคงรักษาพระแก้วมรกตไว้ที่เมืองหลวงพระบางต่อมา 12 ปี ถึง พ.ศ.2107 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีอำนาจขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่าตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะสู้ศึกพม่าไม่ได้ จึงย้ายราชธานีลงไปตั้งอยู่เมืองเวียงจันทน์ เชิญพระแก้วมรกตลงไปด้วย พระแก้วมรกตจึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แต่นั้นมาอีก 214 ปี

 

ครั้นถึง พ.ศ.2321 เมื่อรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี เกิดการสงครามขึ้นในระหว่ากรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เป็นจอมพลยกทัพขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ พระยศในขณะนั้น ต่อมาคือกระพระราชวังบวร เมื่อตีได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว เชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมายังกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทำการสมโภชแล้วโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้วในบริเวณพระราชวังเดิม ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ.2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถสร้างสำเร็จ จึงโปรดให้เชิญพระแก้วมรกตแห่มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2327 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนอย่าง 1 ฤดูฝนอย่าง 1 เปลี่ยนทรงตามฤดู ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงฤดูหนาวถวายอีกอย่าง 1 จึงทรงเปลี่ยนเป็นเครื่องทรง 3 อย่างตามฤดูมาจนทุกวันนี้